วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ไปทำงานที่ลาวกับการฟังธรรม

ช่วงนี้ต้องเดินทางไปทำงานที่เมืองหงสา ประเทศลาว ทุกเดือน..

เดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพ ไปลงที่น่าน ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แล้วต่อรถไปที่ด่านห้วยโก๋น จ.น่าน ประมาณ 3 ชั่วโมง แล้วต้องต่อรถเข้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหงสา สปป. ลาว อีกประมาณ 30 นาที และจากโครงการก่อสร้างไปทีเมืองหงสา อีกประมาณ15 นาที

เวลาที่เดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง บวกกลับอีก 5 ชั่วโมง ทุกเดือน เป็นเวลาที่เสียไปเยอะเหมือนกัน..

การฟังธรรมะ ระหว่างเดินทางก็เป็นการฝึกให้จิต ได้คลอเคลียร์กับธรรมะ ไว้ก็ดีเหมือนนะ..ดีกว่านั่งเหมอให้จิตหลงไปหลงมาตลอดเวลา..

จิต มันเกิด-ดับ ตลอดเวลา

จิต.. หน้าที่ของจิตคือ รับรู้

ช่องทางที่จิตจะไปรับรู้.. ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

ซึ่งเกิดถ้า จิต มันไม่ได้ เกิด-ดับ แต่จิตมันวิ่งไป-วิ่งมา มันคงเหนื่อยน่าดู

ตาเห็นรูป จิตวิ่งไปทางตา.. แป๊ปเดียว มันสิ่งไปที่หูอีก ไปที่หูยังไม่รู้เรื่อง แอบหนีไปคิดอีกแล้ว..

แต่ก็เพราะจิต เกิด-ดับ เร็วมาก จนเราเข้าใจว่าจิต มันวิ่งไปวิ่งมา เลยมีความรู้สึกว่า จิตเมื่อตอนเด็กๆ กับจิตตอนนี้เป็น จิตดวงเดียวกัน..

แค่ได้เห็น เกิด-ดับได้บางครั้ง จะรู้สึกใจหายว่า จิตก่อนหน้านี้ได้ ตายจากเราไปแล้ว จะเกิดความรู้สึกเสียดาย หรือบางครั้งจะรู้สึกว่า ตัวเราได้ ได้ตายไปแล้ว..

การเห็นว่าร่างกาย มันเป็นภาระ ดูจะยอมรับได้ง่าย แต่การที่จะยอมรับว่า จิตมันเกิดดับตลอดเวลา ดูจะเป็นเรื่องที่ยากเหมือนกัน..

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ยอมรับความจริงมากขึ้น



เกือบสองปีที่ผ่าน.. เห็นการเปลี่ยนแปลงในจิตในใจเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก.. ยอมรับความจริงได้มากขึ้น

ทำไมถึงบอกว่ายอมรับความจริงได้มากขึ้น..

ถ้าจากบทความที่ว่า..ขอยอมเพ่ง.. ดีกว่าหลงนาน

จะเห็นได้เลยว่า.. เมื่อเริ่มเห็น จิตตัวเองได้ สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือ ควบคุมจิตให้สงบไม่ได้ มันจึงเกิดการดิ้นรน ที่จะทำอย่างไรก็ได้ ที่จะควบคุมมันได้

พอดิ้นรนเรื่อยๆ เลยเกิดอาการยอมแพ้.. แต่ยังไม่ยอมรับนะ มันจะเกิดทางสองแพร่งขึ้นมา ว่าเลิกทำหรือลองทำต่อ..

ทำอะไรก็ผิด.. แต่ไม่ทำผิดกว่า..

เลยปฏิบัติต่อ.. สิ่งที่ได้คือจิตที่ตั้งมั่นเพิ่มขึ้น จะเริ่มเห็นว่าพอไม่ยุ่งกับมัน.. มันก็สงบได้เหมือนกัน..

ไม่ได้เขียน Blog มาเกือบ 2 ปี

วันนี้.. มาอยู่ที่บ้านกุ๊ง เลยแอบมาดู บล็อกตัวเอง.. ไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติมมาเกือบ 2 ปี เลยอยากจะบันทึกต่อ เผื่อเก็บไว้อ่านในอนาคต.. ถ้า Google ไม่เลิกบริการไปก่อน :-b

จากบทความบล็อกเก่าๆ.. เห็นเลยว่า การปฏิบัติธรรม ทำอะไรก็ผิด..

ถ้าพูดจริงๆ.. เพิ่งรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่าง ความหลงและรู้สึกตัว จริงๆ เมื่อประมาณ กลางปี 2555 นี้เอง..

คิดแล้วยังใจหายเลยว่า.. แล้วสองปีที่ว่าปฏิบัติธรรมมันไปหลงอยู่ไหนเนี้ย..

(ไม่รู้ว่าบทความนี้.. เมื่อกลับมาอ่านอีก อาจจะพูดแบบนี้อีกก็ได้มั้ง)



วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

เห็นจิตที่ปวดขา.. กับจิตที่คัน

ช่วงนี้.. ภาระกิจในงานค่อนข้างมากไปหน่อย.. การปฏิบัติค่อนข้างหย่อนยาน..

เมื่อคืน.. สังเกตุเห็นสภาวะอย่างหนึ่งขึ้นมา..

ปกติเวลานั่งสมาธินานๆ จะรู้สึกเมื่อย.. แล้วก็จะพยายาม (น่าจะเรียกว่า อยากก็ได้) จะแยกรูป กับเวทนา ให้ออก.. แต่จะออกแนวเจ็บปวดมากกว่า จะแยกออกได้.. จนต้องมาดูที่จิตที่อยากจะเลิกปฏิบัติทุกครั้งไป..

แต่เมื่อคืน.. นั่งสมาธิสักพักจนเกิดความรู้สึกเมื่อยที่ขาเหมือนเดิม.. แต่แค่เริ่มชาๆ.. ยังไม่ปวดมาก.. กลับมีความรู้สึกคันที่จมูกแทรกเข้ามาด้วย..

เลยดูจิต.. ที่รู้สึกระหว่าง ปวดที่ขา.. กับคันที่จมูก.. ดูไปสักพัก.. จิตไปสังเกตุเห็นว่า.. เวลาจิตที่รับรู้ที่ความปวด.. ก็จะไม่รู้สึกคันที่จมูก.. เวลาจิตที่รับรู้ว่าคันที่จมูก.. ก็จะไม่รู้สึกปวดที่ขา..

หลังจากที่จิตเห็นแล้ว.. หลังจากนั้นก็เป็นจิตคิดแล้ว.. เริ่มความเข้าใจคำว่า"จิตแต่ละดวง ไม่เหมือนกัน" มันอย่างนี้นี่เอง..

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ขอยอมเพ่ง.. ดีกว่าหลงนาน

หลง.. หลง.. หลง.. หลงไปคิด.. เป็นทั้งวัน.. มันจะคิดอะไรได้ทั้งวัน..
คนบ้าหรือปล่าวเนี้ย..

น่าจะเป็นบ้า.. คนอะไรคิดได้ทุกเวลา.. ไม่เลือกสถานที่และเวลา..

ยอมรับว่า.. ไม่ชอบกับการหลงคิดนี้เท่าไหร่.. เพราะมันดูตลกสิ้นดี.. ("มัน" นี่เป็นใคร?)

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง.. ก็เพราะเริ่มเห็นว่า.. "คิด" นั่นเอง เพราะแต่ก่อนมันหลงแบบไม่รู้ว่าตัวเองคิด.. ถึงไม่รู้ว่าตัวเองหลงอยู่.. พอเริ่มรู้สึกตัวเป็น.. ก็เลยรู้ว่าตัวเองหลงบ่อยนั่นเอง.. งงไหม

ยกตัวอย่าง.. เคยมีใครทักหรือทักใครไหมเวลา.. ตัวเองหรือคนที่เราทัก.. กำลังกระดิกเท้าแล้วไปทำให้โต๊ะสั่น.. น่าจะเคยนะ.. นั่นขนาดโต๊ะสั่นยังไม่รู้สึกตัวเลย.. แล้วนี่กับการหลงไปคิด.. จะไม่เป็นบ้างเลยหรือ??

ไม่อยากหลง.. เพ่งเลยดีกว่าไหม.. สำหรับตัวเองขอบอกว่า.. ขอเพ่งดีกว่า.. แต่แบบเบาๆ นะครับ เพราะ.. ธรรมชาติของจิต มันหลงอยู่แล้ว.. และชอบหลงไปที่เป็นอกุศลด้วย.. มันต้องมีก้านมะยมคอยกำหราบบ้าง..

เพราะถ้าลองไม่เพ่งดูนะ.. หลงจริงๆ.. หลงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่า กายใจมีอยู่ในโลกใบนี้..

แต่ก่อนก็เป็นห่วงนะ.. เพราะหลวงพ่อปราโมทย์ ท่านจะพูดไว้ตลอดว่า เพ่งมันไม่ดี.. ทำให้เรากลัวว่าจะเพ่ง เลยออกแนวหลงนาน เป็นส่วนใหญ่.. แต่พอลองได้ไปสัมผัสกับนักปฏิบัติธรรมท่านอื่น.. ที่ได้ไปปฏิบัติวิปัสนา.. ทำให้เรารู้เลยว่า.. คำว่า "เพ่ง" ที่หลวงพ่อท่านพูดนั่นเป็นอย่างไร..

สำหรับตัวเองแล้ว.. คิดว่าที่ตัวเองเพ่งอยู่.. น่าจะเป็นเด็กๆ เลยมั้ง.. เพราะขนาดมีผัสสะเบามากระทบ จิตก็ไหวแล้ว..

ในการเพ่งของตัวเองจะเอา.. การปวดหัว.. การแน่นที่อก.. การหายใจไม่เป็นธรรมชาติ.. เป็นตัวบอกระดับของการเพ่งว่า.. ถ้าถึงอาการเหล่านี้.. ถือว่าเพ่งแรงไป..

แล้วเอาเพ่งมาทำอะไร.. มาดูลงไปเลยว่า.. ตอนนี้กายหรือความคิด.. อะไรเด่นกว่ากันก็ดูไปตรงๆ.. ดูได้บ้างดูไม่ได้บ้าง.. ก็ทำไปเรื่อยๆ.. ถ้ามีอาการเพ่งแรง.. ก็ให้รู้ไปเลยว่าเพ่งแรง.. ถ้ายังไม่หายก็.. ก็รู้ว่าไม่หาย.. ดูลูกเดียว.. ตั้งขอบเขตเลยว่าจะไม่ดูเกินกายกับใจของตัวเอง..


คาดหวัง.. กับการปฏิบัติธรรม


ในทางวิทยาศาสตร์ เมื่อทำสิ่งใด.. ก็จะได้ผลในสิ่งนั้น..

แต่ในการปฏิบัติธรรม.. ทำไม.. ทำตั้งนานไม่เห็นได้ผลอะไรคืบหน้าบ้างเลย..

ทำผิดหรือปล่าว.. ออกนอกลู่นอกทางอยู่หรือ.. หรือไม่ได้ผลจริง.. ความสงสัยก็มีแวบขึ้นมาบ้าง

ยิ่งสงสัย.. ยิ่งค้นคว้า.. รู้สึกว่าจะออกแนวแย่กว่าเดิม..

ตอนนี้เลยคิดแบบ.. รดน้ำต้นไม้.. เห็นต้นไม้ทุกวัน.. ทำไมมันไม่โตสักที.. แต่ก็ยังต้องรดมัน ไม่งั้นมันจะตาย..

พอคิดแบบนี้ก็ดีขึ้นเยอะ.. ไม่ต้องหวังผลอะไร.. เมื่อเหตุปัจจัยมันเต็มที่ มันก็คงจะเห็นผลบ้างละมั้ง..